สรุปข่าว
- กองทุน Bitcoin Spot ETF ในสหรัฐอเมริกามีเงินทุนไหลออกติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่หกแต่มูลค่าการไหลออกเริ่มชะลอตัวลงซึ่งสะท้อนถึงแรงเทขายของสถาบันที่เริ่มลดความรุนแรง
- ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอายุสองปีปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2025 แม้ว่าราคาน้ำมันจะลดลงก็ตามซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่านักลงทุนกังวลเกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา
- ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานที่คาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นรวมถึงความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของหุ้นบุริมสิทธิจากบริษัท Strategy อาจกลายเป็นปัจจัยลบที่ทวีความรุนแรงและกดดันการฟื้นตัวของราคาบิตคอยน์ในระยะสั้น
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคที่บ่งชี้ถึงภาวะเงินเฟ้อและการคาดการณ์ถึงการเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาเป็นแรงกดดันใหม่ที่หักล้างสัญญาณบวกจากการชะลอตัวของเงินทุนไหลออกจากกองทุน ETF
สถานการณ์ของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในช่วงต้นสัปดาห์หลังจากวันหยุดยาวของสหรัฐอเมริกายังคงเผชิญกับปัจจัยท้าทายที่หลากหลาย แม้ว่าในภาพรวมราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลหลักอย่างบิตคอยน์จะสามารถยืนหยัดอยู่ได้จากความหวังเรื่องข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน แต่เบื้องหลังกลไกตลาดยังมีกระแสเงินทุนไหลออกและตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคที่นักลงทุนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
ข้อมูลล่าสุดจาก SoSoValue ชี้ให้เห็นว่ากองทุน Bitcoin Spot ETF ที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกายังคงเผชิญกับภาวะเงินทุนไหลออกเป็นสัปดาห์ที่หกติดต่อกัน โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมามีเม็ดเงินถูกถอนออกไปอีกประมาณ 228 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ยอดการไหลออกสะสมพุ่งสูงถึง 5.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม สัญญาณเชิงบวกที่ซ่อนอยู่คืออัตราการไหลออกเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกันเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ 315.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการพลิกฟื้นจากช่วงเดือนก่อนที่เคยมีเงินไหลออกทะลุหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ทางด้านนักวิเคราะห์จาก Tagus Capital ได้ประเมินสถานการณ์นี้ว่า แม้ตลาดยังไม่กลับเข้าสู่สภาวะที่มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ แต่การชะลอตัวของยอดการถอนเงินสะท้อนให้เห็นว่าช่วงเวลาที่สถาบันการเงินเทขายเพื่อลดความเสี่ยงอย่างรุนแรงนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว ปัจจุบันนักลงทุนกำลังปรับเปลี่ยนจุดยืนไปสู่การจัดสรรพอร์ตที่สมดุลและระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งช่วยสร้างฐานแนวรับที่มั่นคงและลดความเสี่ยงที่ราคาจะทรุดตัวลงอย่างรุนแรงในอนาคต
ทว่าในขณะที่แรงกดดันจากฝั่ง ETF เริ่มทุเลาลง ตลาดกลับต้องเผชิญกับคลื่นลมมรสุมลูกใหม่จากทิศทางเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอายุสองปี ซึ่งปกติจะอ่อนไหวต่อการคาดการณ์นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ในช่วงที่ผ่านมาราคาพลังงานและน้ำมันดิบ WTI ได้ปรับตัวลดลงอย่างมาก แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรกลับพุ่งสวนทางขึ้นไปแตะระดับ 4.21 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2025
ความขัดแย้งของตัวเลขนี้เป็นเครื่องยืนยันว่านักลงทุนได้เลิกกังวลเรื่องราคาน้ำมันและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ชั่วคราว แต่หันไปให้น้ำหนักกับโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแทน ตลาดอาจกำลังประเมินว่าผลกระทบต่อเนื่องจากเหตุการณ์ราคาน้ำมันพุ่งสูงในช่วงเดือนมีนาคมจะยังคงกดดันให้ตัวเลขเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ตัวเลขดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐานที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น 0.37 เปอร์เซ็นต์ในเดือนนี้ และจะดันให้อัตราเงินเฟ้อรอบ 12 เดือนพุ่งไปถึง 3.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2024
นอกจากปัจจัยมหภาคแล้ว ความกังวลภายในอุตสาหกรรมคริปโตเองก็ยังเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ของบริษัท Strategy ซึ่งเป็นผู้ถือครองบิตคอยน์ผ่านบริษัทมหาชนรายใหญ่ที่สุดในโลก ที่กำลังต้องเร่งจัดการกับปัญหาความผันผวนของราคาหุ้นบุริมสิทธิ STRC ของตนเอง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนกลับคืนมา ปัจจัยทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าแม้แรงเทขายจะลดลง แต่การฟื้นตัวของราคาบิตคอยน์อย่างแข็งแกร่งในระยะสั้นยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคที่หนาแน่น
ที่มา: coindesk
มุมมองส่วนตัวประเมินว่าสภาวะตลาดในปัจจุบันเปรียบเสมือนคนไข้ที่เพิ่งผ่านช่วงวิกฤตจากการเสียเลือดมาได้ระดับหนึ่งจากยอดเงินไหลออก ETF ที่เริ่มนิ่งขึ้น แต่กลับต้องมาเจอกับโรคแทรกซ้อนอย่างตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและนโยบายดอกเบี้ยที่อาจตึงตัวกว่าเดิม การที่บอนด์ยีลด์พุ่งสวนทางกับราคาน้ำมันเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่านักลงทุนสถาบันกำลังกังวลเรื่องการลดสภาพคล่องในระบบ หากธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยจริงๆ สินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเคอร์เรนซีจะได้รับผลกระทบไปเต็มๆ สำหรับนักลงทุนรายย่อยควรใช้ความระมัดระวังในการเข้าซื้อสะสมและควรจับตาดูตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานที่จะประกาศออกมาอย่างใกล้ชิด เพราะนั่นจะเป็นตัวชี้วัดทิศทางเม็ดเงินระดับมหภาคในช่วงครึ่งปีหลังได้อย่างชัดเจนที่สุด

