สรุปข่าว
- Vitalik Buterin ชี้ว่า Indistinguishability Obfuscation (iO) หรือการพรางรหัสแบบแยกแยะไม่ได้ คือสุดยอดเทค ที่ทำให้สร้างโปรโตคอลได้โดยไม่ต้องพึ่งความไว้วางใจ
- โปรแกรมที่ถูกพรางรหัส ไม่สามารถเก็บสถานะข้อมูลด้วยตัวเองได้ การนำมาผสานรวมกับบล็อกเชนจึงกลายเป็นการสร้างระบบ Trustless trusted third party
- ปัจจุบัน iO ยังใช้งานจริงไม่ได้เนื่องจากมี ภาระงานส่วนเกินระดับเท่ากับจักรวาล ซึ่ง Vitalik มองว่ามี 3 แนวทางในการแก้ปัญหาที่ถ้าทำสำเร็จจะส่งผลดีต่อโลก
Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ได้นำเสนอแนวคิดเรื่องการพรางรหัสแบบแยกแยะไม่ได้ (iO) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ช่วยซ่อนตรรกะภายในของซอฟต์แวร์ในขณะที่ยังทำงานได้ตามปกติ โดยเมื่อนำมาผสานรวมกับบล็อกเชนที่ทำหน้าที่จัดเก็บสถานะข้อมูล จะสามารถสร้างระบบ Trustless trusted third party หรือระบบที่ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลางได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่าย Ethereum เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ทางเทคนิคอย่างละเอียด โดยเขาได้เรียกกระบวนการพรางรหัสลับ หรือ Cryptographic obfuscation ว่าเป็นบอสใหญ่ตัวสุดท้ายของวิทยาการรหัสลับที่ยังไม่ถูกแก้ได้ ซึ่งถ้าทำสำเร็จนักพัฒนาจะสามารถสร้างโปรโตคอลอะไรขึ้นมาก็ได้เท่าที่จะจินตนาการออกโดยไม่ต้องอาศัยความเชื่อใจเลย
ในวงการคริปโตคนส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคยกับการเข้ารหัส Encryption ซึ่งมีหน้าที่ซ่อนข้อมูลในระหว่างการส่งผ่าน และอาจคุ้นเคยกับเทคโนโลยี Zero-knowledge proofs ที่คอยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดยไม่ต้องเปิดเผยเนื้อหาข้อมูลนั้น ทว่าการพรางรหัสจะทำหน้าที่แตกต่างออกไปเพราะมันทำหน้าที่ซ่อน “ตัวโค้ด” เอาไว้เลย
หากเปรียบเทียบว่าการเข้ารหัสคือการใส่จดหมายไว้ในซอง การพรางรหัสก็เหมือนการทำให้อุปกรณ์ที่ใช้เขียนจดหมายฉบับนั้นเกิดความสับสนและยุ่งเหยิง จนไม่มีใครสามารถเข้าใจหลักการทำงานของมันได้เลย แม้ว่าจะมีใครบางคนกำลังนั่งจ้องดูเครื่องจักรนั้นทำงานอยู่ต่อหน้าก็ตาม
เวอร์ชันเฉพาะเจาะจงของการพรางรหัสที่ Vitalik Buterin ได้อธิบายไว้ในโพสต์บล็อกล่าสุดของเขานั้น เรียกว่า การพรางรหัสแบบแยกแยะไม่ได้ (Indistinguishability obfuscation) หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า iO
อธิบาย iO ให้เข้าใจง่าย ๆ หมายความว่า หากมีโปรแกรมสองโปรแกรมที่ทำงานได้ผลลัพธ์เหมือนกันทุกประการ แต่ตรรกะภายในเขียนมาต่างกัน เมื่อผ่านกระบวนการพรางรหัสนี้แล้ว คุณจะไม่สามารถแยกแยะโปรแกรมทั้งสองออกจากกันได้เลย โดยโปรแกรมจะยังคงรันได้ตามปกติ ให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องจริง แต่จะไม่เปิดเผยเบื้องหลังหรือวิธีการใด ๆ เลยว่ามันได้ผลลัพธ์นั้นมาได้อย่างไร
ทำไมบล็อกเชนถึงช่วยเติมเต็มเทคโนโลยีนี้
ภายในบทวิเคราะห์ดังกล่าว Buterin ได้เชื่อมโยงเทคโนโลยี iO เข้ากับกรณีการใช้งานบนบล็อกเชนโดยตรง โดยระบุว่าโปรแกรมที่ถูกพรางรหัสจะไม่สามารถป้องกันตัวเองจากการถูกคัดลอกได้ หมายความว่าตัวมันเองไม่สามารถจัดเก็บข้อมูลสถานะ เช่น ยอดคงเหลือในบัญชี หรือบันทึกประวัติการทำธุรกรรมได้ ทว่านั่นคือสิ่งที่บล็อกเชนทำได้อย่างแม่นยำ
เมื่อนำสองสิ่งนี้มารวมกัน ผลลัพธ์ที่ได้จะมีความใกล้เคียงกับ Trustless trusted third party ซึ่งหมายถึงระบบที่สามารถบังคับใช้กฎระเบียบ ประมวลผลข้อมูลนำเข้า และสร้างผลลัพธ์ที่ซื่อตรงออกมาได้ โดยที่ไม่มีใครจำเป็นต้องไปไว้วางใจในตัวบุคคลที่เป็นผู้สร้างระบบนั้นขึ้นมาเลย
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งคือ ระบบการลงคะแนนเสียงที่มีความปลอดภัย เป็นส่วนตัว และทนทานต่อการบิดเบือน โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีคณะกรรมการคุมกุญแจร่วม ไม่ต้องมีกระบวนการตั้งค่าระบบที่ต้องอาศัยความไว้วางใจจากคนกลุ่มเล็ก ๆ และไม่ต้องพึ่งพาข้อกำหนดที่ว่าผู้เข้าร่วมอย่างน้อยบางส่วนจะต้องรักษาความซื่อสัตย์เอาไว้
ความคืบหน้าจนถึงปัจจุบัน
ตลอดระยะเวลาประมาณ 20 ปี บรรดานักวิจัยได้พยายามสร้างเทคโนโลยี iO เวอร์ชันที่มีความปลอดภัยในระดับที่พิสูจน์ได้มาโดยตลอด ซึ่งแนวทางในยุคแรก ๆ นั้น ถูกเจาะระบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดย Buterin ได้อ้างถึงผลลัพธ์สำคัญชิ้นหนึ่งจากปี 2001 ที่แสดงให้เห็นว่า การพรางรหัสในเวอร์ชันอุดมคตินั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางคณิตศาสตร์ นักวิจัยจึงได้เปลี่ยนเป้าหมายมาที่ iO ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ดีที่สุดในลำดับถัดมาแทน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วิทยาการนี้ก็ได้บรรลุหมุดหมายสำคัญ โดยนักวิทยาการเข้ารหัสลับสามารถพัฒนาโครงสร้างทางเทคนิคที่สามารถบรรลุผลลัพธ์แบบ iO ได้ภายใต้เงื่อนไขที่ Buterinเรียกว่า ข้อสมมติฐานด้านความปลอดภัยที่สมเหตุสมผล ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ทว่า ปัญหาคือ ระยะเวลาการรันระบบที่นานกว่าอายุของจักรวาล
ปัจจุบัน รูปแบบ iO ในจะมีขนาดตามฟังก์ชันพหุนาม (Polynomial) ซึ่งในทางเทคนิค หมายความว่ามันจะขยายตัวตามขนาดของข้อมูลนำเข้า แทนที่จะระเบิดตัวเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในแบบเอกซ์โพเนนเชียล โดย Buterin ได้อธิบายถึงภาระงานส่วนเกิน (Overhead) ในความเป็นจริงว่าอยู่ในระดับ “กาแลกติก” หรือมหาศาลเกินกว่าจะจินตนาการได้
ระบบเหล่านี้ทำงานด้วยการซ้อนทับเครื่องมือรหัสลับขั้นสูงหลายๆ ชั้นเข้าไว้ด้วยกัน โดยที่แต่ละชั้นจะห่อหุ้มชั้นที่อยู่ใต้ล่างลงไป ส่งผลให้ระบบในลักษณะนี้อาจต้องใช้ภาระงานส่วนเกินในการประมวลผลข้อมูลนำเข้าเพียงตัวเดียว สูงกว่าปัจจัยปกติที่ประเมินไว้เกินกว่า 10 ยกกำลัง 10 เท่า พร้อมด้วยข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่บีบให้ขนาดของข้อความที่เข้ารหัสแล้ว มีขนาดใหญ่กว่าโครงสร้างมาตรฐานทั่วไปถึงหลายพันเท่า นั่นเองจึงทำให้ปัญหาในขณะนี้คือเรื่องของเวลาการรันระบบ
3 เส้นทางมุ่งสู่อนาคต
ในความเห็นของตัวของ Buterin เขาได้สรุปแนวทาง 3 วิธีที่นักวิจัยกำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้ว่าควรจะมุ่งหน้าการพัฒนาไปทางไหน
วิธีแรกคือ การปรับปรุงโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยอาศัยแนวทางวิศวกรรมที่ฉลาดขึ้นและความช่วยเหลือจากระบบ AI เพื่อลดขนาดคอขวดในแต่ละจุดลงให้ได้หลายเท่าตัว ซึ่งจะคล้ายคลึงกับวิธีที่ประสิทธิภาพของเทคโนโลยี SNARK ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดหลังจากปี 2010
ถัดมาคือการสร้าง iO ขึ้นมาโดยใช้ข้อสมมติฐานทางรหัสลับที่เรียบง่ายกว่าเดิมแต่มีความดุดันมากขึ้น ซึ่งยอมแลกความเข้มงวดในเชิงทฤษฎีบางส่วนเพื่อให้ได้ความเร็วในระดับที่นำมาใช้งานได้จริง
ส่วนวิธีสุดท้ายคือการค้นพบแนวทางใหม่ถอดด้ามในการพรางรหัส ซึ่งอาจจะเป็นแนวทางที่อยู่นอกเหนือไปจากคณิตศาสตร์ฐานแลตทิส ที่เป็นรากฐานรองรับงานส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
โลกคริปโตจะได้อะไรจากเรื่องนี้
หากวิธีใดวิธีหนึ่งข้างต้นประสบความสำเร็จ ผลลัพธ์ที่โลกจะได้คือการเข้ารหัสลับในโปรโตคอลใดๆ ก็ตามที่เคยต้องพึ่งพาบุคคลที่สาม จะสามารถถูกสร้างขึ้นมาได้โดยไม่ต้องมีบุคคลที่สามคนนั้นอีกต่อไป ซึ่งเรื่องนี้จะครอบคลุมไปถึง Private smart contracts ระบบยืนยันตัวตนแบบไม่เปิดเผยตัวตน ระบบประมวลผลแบบเข้ารหัสบนข้อมูลที่มีความอ่อนไหว และระบบโหวตดูแลที่ไม่สามารถถูกโกงโดยคนในได้
Buterin กล่าวว่ารางวัลตอบแทนที่จะได้รับนั้นจากการพิชิตโจทย์หินนี้จะสูงค่ามาก เพราะมันคือการที่เราได้พิชิตวิทยาการเข้ารหัสลับได้สำเร็จ แต่การจะไปให้ถึงจุดนั้นยังคงเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่
ปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวยังไม่ถูกพัฒนาจนถึงขึ้นพร้อมใช้งานได้ก็จริงแต่ Buterin ได้ทิ้งท้ายว่าโร้ดแมปการพัฒนาเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น มีความชัดเจนมากกว่าที่เคยมีมาก่อนในตอนนี้
ที่มา: Bitcoin.com
มุมมองผู้เขียน : หาก iO ประสบความสำเร็จ มันจะไม่ใช่แค่การอัปเกรดบล็อกเชนให้แกร่งขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปฏิวัติวิธีที่มนุษย์ปฏิสัมพันธ์กับซอฟต์แวร์ทั้งหมด เปลี่ยนผ่านจากยุคที่ต้องอาศัยความเชื่อใจในตัวบุคคลหรือองค์กร ไปสู่ยุคที่วางใจในคณิตศาสตร์เด็ดขา 100%

