สรุปข่าว
- Tom Lee ประธานบริษัท BitMine ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าราคาของ Ethereum มีศักยภาพในการเติบโตสูงมากและอาจพุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ 6,000 ดอลลาร์ได้หากสัดส่วนมูลค่าเมื่อเทียบกับ Bitcoin ปรับตัวสูงขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้
- ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญประการแรกคือความคาดหวังต่อการผ่านร่างกฎหมาย CLARITY Act ในช่วงเดือนกันยายนซึ่งจะช่วยสร้างความชัดเจนด้านกฎระเบียบและเปิดทางให้นักลงทุนสถาบันรวมถึงเงินทุนที่กำลังรอจังหวะไหลกลับเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอีกครั้ง
- นอกจากนี้ตลาดยังอาจได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนของนักลงทุนฝั่งเอเชียที่เริ่มหันกลับมาให้ความสนใจในคริปโตเคอร์เรนซี ควบคู่ไปกับภาวะตื่นตระหนกกลัวตกรถของกลุ่มผู้จัดการกองทุนสถาบันที่ต้องเร่งทำผลงานในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
เนื่องจากการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและการกลับมาของเม็ดเงินลงทุนจากฝั่งสถาบันรวมถึงนักลงทุนเอเชียจะช่วยสร้างแรงซื้อและผลักดันให้ราคา Ethereum สามารถสร้างฐานที่มั่นคงเพื่อเตรียมทดสอบจุดสูงสุดใหม่ในอนาคต
สถานการณ์ของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในขณะนี้กำลังเผชิญกับความท้าทาย โดย Bitcoin ยังคงแกว่งตัวอยู่ต่ำกว่าระดับ 80,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางการรอคอยตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาและการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ย ขณะที่เหรียญ Altcoin ส่วนใหญ่ก็มีทิศทางที่ผสมผสานกันไป ส่วน Ethereum เองก็กำลังเคลื่อนไหวออกข้างอยู่บริเวณ 2,480 ดอลลาร์ ทว่าท่ามกลางความผันผวนนี้ Tom Lee ประธานบริษัท BitMine กลับมองเห็นโอกาสทองและเชื่อมั่นว่าราคาของ ETH มีศักยภาพที่จะทะยานขึ้นไปถึง 6,000 ดอลลาร์ได้ โดยเขาได้ยกเอา 4 ปัจจัยหลักที่จะกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญ
ปัจจัยแรกที่เขาเน้นย้ำคือความก้าวหน้าของร่างกฎหมาย CLARITY Act ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับสำคัญที่สุดที่จะเข้ามาจัดระเบียบและสร้างความชัดเจนให้กับอุตสาหกรรมคริปโตในสหรัฐอเมริกา โดยเขาประเมินว่าหากร่างกฎหมายนี้ผ่านการรับรองในเดือนกันยายน จะเป็นการปลดล็อกความกังวลครั้งใหญ่และปูทางให้สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ใน Wall Street กล้าที่จะตบเท้าเข้ามาทำธุรกิจในโลกคริปโตอย่างเต็มตัว ปัจจัยต่อมาคือการไหลกลับของเม็ดเงินลงทุนที่เคยอยู่นอกตลาดและเงินทุนที่กำลังรอจังหวะเข้าซื้อ ซึ่งนักลงทุนบางส่วนที่เคยเจ็บตัวจากช่วงตลาดขาลงก่อนหน้านี้อาจถูกบีบให้ต้องรีบเปลี่ยนสถานะของตนเองหากตลาดเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง
นอกจากปัจจัยในสหรัฐอเมริกาแล้ว แรงหนุนที่สามยังมาจากกระแสเงินทุนของนักลงทุนในแถบเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศอย่างเกาหลีใต้ที่ก่อนหน้านี้เทเม็ดเงินไปกับตลาดหุ้นในประเทศ แต่ตอนนี้เริ่มส่งสัญญาณย้ายฐานทุนกลับมาเก็งกำไรในสินทรัพย์ดิจิทัลอีกครั้ง และปัจจัยสุดท้ายคือความกดดันในการทำผลงานของกลุ่มผู้จัดการกองทุนสถาบันระดับโลก หาก Ethereum ยังคงรักษาสถิติการเติบโตที่โดดเด่นไว้ได้จนจบไตรมาสที่สาม กลุ่มผู้จัดการกองทุนเหล่านี้อาจเกิดอาการ FOMO หรือความกลัวที่จะตกรถ จนต้องเร่งกว้านซื้อ ETH และสินทรัพย์คริปโตอื่นๆ เข้าพอร์ตเพื่อดันผลงานในช่วงโค้งสุดท้ายของปี
การที่ Tom Lee กล้าฟันธงเป้าหมาย 6,000 ดอลลาร์นั้นมาจากสมมติฐานการคำนวณสัดส่วนมูลค่าระหว่าง ETH กับ BTC โดยเขามองว่าหากสัดส่วนนี้ขยับขึ้นจากปัจจุบันไปอยู่ที่ระดับ 0.04 และราคา Bitcoin สามารถพุ่งไปถึง 150,000 ดอลลาร์ได้ ราคาของ Ethereum ก็จะปรับตัวตามขึ้นไปอยู่ที่ 6,000 ดอลลาร์โดยปริยาย ซึ่งตัวเขาเองมองว่านี่เป็นการประเมินที่ค่อนข้างระมัดระวังมากแล้ว เพราะในรอบตลาดกระทิงปี 2021 สัดส่วนดังกล่าวเคยพุ่งไปถึง 0.08 เลยทีเดียว
ที่มา: bitcoinsistemi
มุมมองส่วนตัวประเมินว่า การคาดการณ์ของ Tom Lee ถือเป็นการวาดภาพอนาคตที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างปัจจัยด้านกฎระเบียบและพฤติกรรมของนักลงทุนสถาบัน แม้เป้าหมาย 6,000 ดอลลาร์จะดูเป็นเรื่องท้าทายในสภาวะตลาดปัจจุบัน แต่หากตัวแปรสำคัญอย่างร่างกฎหมาย CLARITY Act สามารถผ่านสภาได้จริง การปลดล็อกเม็ดเงินจาก Wall Street ก็อาจสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลได้ สิ่งที่นักลงทุนควรจับตาหลังจากนี้คือสัดส่วนมูลค่าของ ETH เมื่อเทียบกับ BTC ว่าจะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้หรือไม่ เพราะนั่นจะเป็นมาตรวัดชั้นดีที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นของตลาดที่มีต่อเครือข่าย Ethereum ในระยะยาว
