<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

สรุป 12 เทรนด์ที่พลิกโฉม Ethereum ในปี 2026 สู่รากฐาน ‘อารยธรรมดิจิทัล’

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ในปี 2026 Ethereum ได้ก้าวข้ามจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญไปอย่างเงียบๆ มันสิ้นสุดยุคของการเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนในเชิงทดลอง และเริ่มทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญของอารยธรรมดิจิทัลที่กำลังเติบโต การใช้งานได้ขยายวงกว้างครอบคลุมทั้งภาคการเงิน, ระบบระบุตัวตน , การชำระเงิน, แอปพลิเคชันโซเชียล, เกม, การบริหารจัดการ และล่าสุดยังรวมไปถึงเหล่า AI Agent ที่ทำงานได้โดยอิสระ

โดยบทความนี้จะสรุป 12 แนวโน้มที่เข้ามากำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงของ Ethereum ตลอดตั้งแต่ปี 2025 จนถึงปัจจุบัน

DeFi ทำให้ Ethereum กลายเป็นเลเยอร์พื้นฐานทางการเงิน

ปัจจุบันเครือข่าย Ethereum ถูกยกย่องให้เป็นฐานการชำระราคาของการเงินบนอินเทอร์เน็ต โดยค่าธรรมเนียบน L1 ได้ร่วงลงสู่จุดต่ำสุดในรอบหลายปี ขณะที่ค่าธรรมเนียมบน L2 นั้นเหลือต่ำกว่า $0.01 ทำให้การใช้จ่ายในทุกๆวันสามารถเป็นไปได้

ขณะเดียวกันมูลค่าของเหรียญที่ถูกล็อกบน Ethereum มีมูลค่าสูงถึง $9.9 หมื่นล้าน บน DeFi TVL ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่ใหญ่กว่า 9 เท่าตัวเมื่อเทียบกับคู่แข่ง L1 รายอื่นๆ ส่วนการชำระราคาด้วย Stablecoin ได้มียอดธุรกรรมพุ่งไปถึง $18.8 ล้านล้าน ตอกย้ำถึงความสำคัญของเครือข่ายในการอยู่เบื้องหลังดิจิทัลดอลลาร์

สถาบันการเงินเปิดรับอย่างกว้างขวาง

ประเด็นถัดมา บรรดาบริษัทเอกชนต่างๆ รวมถึงกองทุน ETFs ได้เริ่มทำการสะสม Ethereum ในฐานะสินทรัพย์ในงบดุล ซึ่งในส่วนนี้คิดเป็นเงินมูลค่ากว่า $3.5 หมื่นล้าน และแต่และภาคส่วนก็มีการใช้งานที่ต่างกันไป เช่น การใช้ Smart contract เพื่อหา yield ปันผล, การจัดการหลักประกัน และการ tokenized สินทรัพย์จริงที่มีมูลค่ากว่า $1.2 หมื่นล้านเ 

ธนาคารและผู้จัดการสินทรัพย์ต่างชื่นชอบ Ethereum เป็นอย่างมากเพราะตรวจสอบได้ง่ายและทำงานตลอดเวลา 24/7 ไม่มีวันหยุด 

การแก้ปัญหาการขยายขนาดด้วย Rollup

Ethereum เดิมที่เป็นแพลตฟอร์มที่มีปัญหาเรื่องการขยายขนาด จึงเป็นเหตุทำให้ต้องเกิด Layer 2 เพื่อแบ่งเบาภาระให้กับเครือข่ายเมนเน็ต แต่ในตอนนี้ Ethereum ได้พิสูจน์แล้วว่าการใช้ Rollup-Centric Scaling นั้นได้ผลและทำให้เครือข่ายโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

แทนที่จะพยายามทำให้ฐานข้อมูลหลักประมวลผลทุกอย่าง ซึ่งทำให้ค่าแก๊สแพงและช้า Ethereum ได้เปลี่ยนมาทำหน้าที่เป็นเพียง “เลเยอร์สำหรับการชำระราคาและรักษาความปลอดภัย” แล้วปล่อยให้การทำธุรกรรมจริงไปเกิดขึ้นบน Layer 2 ซึ่งจะเห็นได้ว่า

• ยอดการประมวลผลทะลุ 5,600 ธุรกรรมต่อวินาที

• อัปเกรด Fusaka เปิดตัว PeerDAS เพิ่มความจุ Blob ได้มากขึ้น 8 เท่า

• เพดานแก๊สบน L1 ขยับขึ้นเป็น 60 ล้าน ขยายแบนด์วิตท์กว่า 33%

ความสามารถในการทำงานร่วมกัน

ข้อเสนอ ERC-7683 ได้กลายมาเป็นบรรทัดฐานของการชำระราคาแบบข้ามเชน ซึ่งเครือข่ายทดสอบ Ethereum Interop Layer ได้เริ่มนำเสนอการมีปฏิสัมพันธ์ข้ามเชนแบบไร้ตัวกลางโดยใช้การลงลายเซ็นเพียงครั้งเดียว หมายความว่าในตอนนี้ Ethereum เริ่มทำหน้าที่เป็นเครือข่ายหนึ่งเดียวที่รวมกัน มากกว่าจะเป็นกลุ่ม Rollup ที่แตกแยกกัน

โครงสร้างพื้นฐานด้านความเป็นส่วนตัวเติบโตอย่างรวดเร็ว

ความเป็นส่วนตัวเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้งานคริปโตต้องการ ซึ่ง Ethereum ก็สามารถตอบโจทย์นั้นได้เห็นได้จากจำนวน TVL ของ Privacy protocols ได้เพิ่มขึ้นกว่า 60% และมีโปรเจกต์ในเครือแล้วกว่า 750 โปรเจกต์ 

AI Agents 

เมื่อพูดถึงอนาคต AI ก็เป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเสมอ และในบล็อกเชน ETH เอง AI agents ก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจของ Ethereum โดย x402 standard ได้ทำให้ AI สามารถทำธุรกรรมระดับไมโครส่งหากันได้แล้ว ส่วนข้อเสนอ ERC-8004 จะทำให้เอเจนต์ที่ทำงานแบบไร้ตัวกลาง ถูกลงทะเบียนเก็บประวัติซึ่งขณะนี้มีเอเจนต์แล้วกว่า 7,500 รายในเครือข่ายทดสอบ แสดงให้เห็นว่า Ethereum กำลังมุ่งหน้าไปสู่แพลตฟอร์มพื้นฐานของเศรษฐกิจจักรกล machine economy

Ethereum กลายเป็นแพลตฟอร์มที่มากกว่าแค่เงิน

การมาถึงของระบบทะเบียนราษฎร์บนเชน Ethereum ได้ทำให้เครือข่ายเกิดการใช้งานในรูปแบบอื่นๆมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการเยียวยาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เป็นต้น

ภูฏาณ คือหนึ่งในประเทศที่วางใจใน Ethereum และได้นำข้อมูลประชากรกว่า 200,000 รายเข้ามายังระบบ เพื่อยืนยันตัวตนและใช้ Ethereum ในการลงคะแนนแบบโปร่งใส 

แอปออนเชน

ปัจจุบันมีจำนวนกระเป๋ามากกว่า 244 ล้านกระเป๋า ได้เข้าใช้งาน dApps บน Ethereum อย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าแอปพลิเคชันเริ่มมีการโยกย้ายมาอยู่บนบล็อกเชนมากขึ้น

ทางด้านวัฒนธรรม NFT ก็ยังคงอยู่และเติบโตขึ้นอย่างช้าๆ ไม่ได้หายไปไหน ขณะเดียวกันโปรเจกต์อนิเมะที่ระดมทุน Ethereum ก็พิสูจน์ตนเองแล้วว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าใครและคว้ารางวัลการประกวดมาได้

zkVMs 

การพิสูจน์ธุรกรรมแบบ Zero-Knowledge สำหรับบล็อกของ Ethereum ในรูปแบบเรียลไทม์เริ่มเปิดใช้งานจริงได้แล้ว ตัวประมวลผลร่วม ZK ช่วยให้แอปพลิเคชันต่างๆ สามารถผลักภาระการคำนวณออกไปนอกเครือข่าย ในขณะที่ยังคงความสามารถในการตรวจสอบความถูกต้องได้ และระบบ ZK light clients แบบเต็มรูปแบบสามารถเริ่มทำงานได้บนอุปกรณ์เคลื่อนที่

การอัปเกรดถี่ๆ

สำหรับบล็อกเชนใหญ่อย่าง Ethereum การที่จะออกอัปเกรดใหญ่ครั้งหนึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลานาน แต่ปีที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่ามีการอัปเกรดมากถึง 2 ครั้ง ในระยะเวลาห่างกันเพียง 7 เดือน คือ Pectra และ Fusaka ซึ่งการเติบโตและเปลี่ยนแปลงของ Ethereum ได้พิสูจน์แล้วว่า การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดไม่จำเป็นต้องแลกมากับการสูญเสียตัวตน ของการเป็นเครือข่ายกระจายอำนาจ

Ethereum อยู่ทั่วโลก

ETHGlobal ในทุกวันนี้ได้มีการจัดอีเว้นต์แล้วทั่วทุกทวีป มีนักพัฒนามากกว่า 14,000 ราย กระจายตัวกันอยู่มากกว่า 130 ประเทศที่ได้ไปรวมตัวกันในงาน Devcon ขณะเดียวกัน Ethereum ก็ยังมีการตั้ง Hubs ถาวร ไว้ในเมืองใหญ่ต่างๆ ให้ผู้คนมาพบปะแลกเปลี่ยนไอเดีย ไม่ว่าจะเป็นทั้งใน Lagos, London , Berlin หรือ Dubai

Ethereum ครบรอบ 10 ปี

Ethereum ไม่ใช่บล็อกเชนน้องใหม่ แต่เป็นเสาหลักที่ผ่านร้อนผ่านหนาวร่วมกับวงการคริปโตมาอย่างยาวนาน ทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้ว่าโปรเจกต์จะไม่ถูกทอดทิ้ง และไม่ได้เป็นโปรเจกต์ที่ดีแต่พูดแต่มีการใช้งานจริง มี Smart contracts กว่า 88 ล้านรายการถูกเปิดใช้, มีสถิติยอดการทำธุรกรรมมากกว่า 1.74 ล้านครั้งในหนึ่งวัน, มีนักพัฒนาเตรียมพร้อมตลอดจำนวนกว่า 32,000 คน และเพิ่มขึ้นอีก 16,000 คนในปีที่ผ่านมา

ด้วยปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม Ethereum ถึงถูกยกให้เป็นกระดูกสันหลังของอารยธรรมดิจิทัล

ที่มา : BTCUSA