สรุปข่าว
- เม็ดเงินกว่า 858 ล้านดอลลาร์ไหลเข้าสู่กองทุน Crypto ในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกว่า 700 ล้านดอลลาร์ไหลเข้าสู่กองทุน Bitcoin สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่แข็งแกร่งจากนักลงทุนสถาบัน
- นักวิเคราะห์จับตา Bitcoin ทดสอบเส้นแนวต้านสำคัญที่ 200-day SMA บริเวณ 82,000 ดอลลาร์ หากสามารถยืนเหนือระดับนี้ได้อาจเป็นการเปิดประตูสู่รอบขาขึ้นครั้งใหญ่
- กราฟ Ethereum ส่งสัญญาณเตือนการแกว่งตัวครั้งใหญ่ หลังเครื่องมือ Bollinger Bands บีบตัวแคบที่สุดในรอบ 2.5 ปี ในขณะที่ปัจจัยระดับมหภาคอย่างความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงกดดันตลาดโลก
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
กระแสเงินทุนจากสถาบันที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่องเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนที่สุดว่าตลาดกำลังเตรียมพร้อมสำหรับรอบขาขึ้นครั้งใหม่ แม้จะยังมีความผันผวนจากปัจจัยระดับมหภาคที่พร้อมเข้ามากระทบก็ตาม
ความต้องการ Crypto จากนักลงทุนสถาบันคือของจริง และมันส่งสัญญาณว่าราคา Bitcoin อาจเตรียมพุ่งทะลุเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day SMA) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดในรอบนี้
ข้อมูลจาก CoinShares ระบุว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนได้เทเม็ดเงินกว่า 858 ล้านดอลลาร์เข้าสู่กองทุน Crypto ที่ออกโดยบริษัทจัดการสินทรัพย์อย่าง BlackRock และ 21Shares ทำให้เกิดสถิติเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ห้า และทำยอดรวมรายสัปดาห์สูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน
สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือกองทุน Bitcoin เพียงอย่างเดียวสามารถดึงดูดเม็ดเงินไปได้กว่า 700 ล้านดอลลาร์ ดันยอดเงินทุนไหลเข้าสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) ไปแตะ 4.9 พันล้านดอลลาร์ ซึ่ง James Butterfill หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ CoinShares มองว่าปัจจัยกระตุ้นหลักมาจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อร่างกฎหมาย Clarity Act
ล่าสุด Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ระดับ 81,000 ดอลลาร์ หลังจากพลาดการทะลุเส้น 200-day SMA ที่ระดับ 82,000 ดอลลาร์ไปอย่างฉิวเฉียดเมื่อช่วงดึกวันอาทิตย์ นี่ถือเป็นการพลาดเป้าครั้งที่สองนับตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว แต่การที่ราคายังคงยืนหยัดเหนือ 80,000 ดอลลาร์ได้ แสดงให้เห็นว่าฝั่งกระทิงแค่กำลังพักเหนื่อย ไม่ได้ยอมถอยแต่อย่างใด
นักวิเคราะห์จาก Marex ประเมินว่าก้าวต่อไปที่ชัดเจนคือการรอให้แท่งเทียนรายวันปิดเหนือ 82,000 ดอลลาร์ ควบคู่ไปกับแรงซื้อในตลาด Spot ที่มั่นคง หากทำไม่ได้ ราคาอาจแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 79,000 ถึง 82,000 ดอลลาร์โดยมีปัจจัยระดับมหภาคเป็นตัวกำหนดทิศทาง โดย Vikram Subburaj CEO ของ Giottus ประเมินว่าแนวรับระยะสั้นอยู่ที่ 80,400 ดอลลาร์ และมีโซนรองรับแรงซื้อหลักที่ 78,200 ถึง 78,600 ดอลลาร์
ในส่วนของ Altcoin เหรียญ SUI บนเครือข่าย Sui พุ่งขึ้น 12% แตะ 1.26 ดอลลาร์ใน 24 ชั่วโมง การพุ่งขึ้นนี้สอดรับกับข่าวที่ผู้พัฒนาเตรียมบุกตลาด Privacy โดย Adeniyi Abiodun ผู้ร่วมก่อตั้ง Mysten Labs ได้โพสต์บน X ว่าจะมีการเปิดตัวธุรกรรมแบบปกปิดข้อมูลบนเครือข่าย Sui ภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการชำระเงินแบบรักษาความเป็นส่วนตัวโดยไม่มีค่าธรรมเนียมในระดับเครือข่ายขนาดใหญ่ได้
นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Sui Group Holdings (SUIG) ซึ่งจดทะเบียนใน Nasdaq เผยว่าได้นำเหรียญ SUI มูลค่า 108.7 ล้านดอลลาร์จากคลังของบริษัทไปทำ Staking ซึ่งเทียบเท่ากับการดึงอุปทานออกจากตลาดถึง 2.7% ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญที่ดันราคาให้พุ่งขึ้น ส่วนเหรียญอื่นๆ ที่ทำผลงานได้ดีได้แก่ XDC ที่บวกกว่า 10% รวมถึง KAS HASH และ ATOM ที่บวกขึ้นมามากกว่า 5%
หันมาดูที่ปัจจัยระดับมหภาค ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasury yields) ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ราคาน้ำมันก็พุ่งแรงหลังจากประธานาธิบดี Donald Trump ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพจากอิหร่าน ทำให้ตลาดกังวลว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานกว่า 10 สัปดาห์จะดำเนินต่อไป และช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงถูกปิดตาย

ปิดท้ายด้วยสัญญาณทางเทคนิคจาก Ethereum กราฟรายวันแสดงให้เห็นว่าเครื่องมือ Bollinger Bands กำลังบีบตัวแคบที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2023 หรือแคบที่สุดในรอบ 2.5 ปี สภาวะที่ความผันผวนถูกบีบอัดอย่างหนักเช่นนี้มักสะท้อนถึงจุดสมดุลที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายยังไม่อยากเป็นฝ่ายเปิดเกม แต่ช่วงเวลาแห่งความสงบนี้มักจะอยู่ได้ไม่นาน และมักจะจบลงด้วยการระเบิดของราคาไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างรุนแรง ดังนั้นนักลงทุนจึงควรเตรียมพร้อมรับมือกับการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง
ที่มา coindesk
มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่น่าจับตามองมากครับ การที่กองทุน Bitcoin กวาดเม็ดเงินระดับ 700 ล้านดอลลาร์เข้ามาได้ต่อเนื่องเป็นเครื่องยืนยันว่านักลงทุนระดับสถาบันมองข้ามความผันผวนระยะสั้นและกำลังสะสมของเพื่อเล่นรอบใหญ่ แต่ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือกราฟของ Ethereum ที่บีบตัวจนสุดทางแล้ว ปกติเวลา Bollinger Bands แคบระดับนี้ มันคือการเก็บกดพลังงานเพื่อรอเบรกเอาต์รุนแรง สำหรับสายเทรด ช่วงนี้คือจังหวะวางแผนเทรดแบบตามน้ำ (Trend Following) เมื่อราคาเลือกทางชัดเจนครับ ไม่ว่าจะเบรกขึ้นหรือทุบลง มักจะมีพื้นที่ให้ทำกำไรก้อนใหญ่เสมอ

