bitkub-banner

JPMorgan ชี้ความเสี่ยงใหญ่ของ Bitcoin ไม่ใช่การขายจาก Strategy แต่เป็นสถาบันการเงินดั้งเดิม

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • นักวิเคราะห์จาก JPMorgan เปิดเผยว่าการทยอยขาย Bitcoin ของบริษัท MicroStrategy ไม่ใช่ภัยคุกคามเชิงโครงสร้างระยะยาวที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลตามที่ตลาดเคยวิตกกังวล
  • ภัยคุกคามที่แท้จริงในมุมมองของธนาคารระดับโลกคือการที่ภาคการเงินดั้งเดิมเลือกที่จะพัฒนาและหันไปใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนบนเครือข่ายส่วนตัวซึ่งจงใจข้ามผ่านระบบเครือข่ายสาธารณะแบบเปิดทั้งหมด
  • รายงานระบุว่าร่างกฎหมาย CLARITY Act อาจไม่สามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้เนื่องจากความชัดเจนทางกฎหมายอาจกลายเป็นตัวเร่งให้ธนาคารพาณิชย์หันมาออกนวัตกรรมเงินฝากโทเคนของตนเองและเข้ามารุกรานพื้นที่ของเหรียญ Stablecoin สาธารณะ

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish

เนื่องจากคำเตือนเชิงโครงสร้างของ JPMorgan สะท้อนถึงความเสี่ยงระยะยาวที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่อาจหันไปสร้างระบบนิเวศบล็อกเชนระบบปิดของตัวเอง ซึ่งจะส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนหลักและระดับการใช้งานในเครือข่ายสาธารณะอย่าง Bitcoin และ Ethereum ลดน้อยลงกว่าที่คาดการณ์ไว้

รายงานล่าสุดจากสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง JPMorgan ได้รับความสนใจจากผู้เล่นในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมาก หลังจากที่ทีมนักวิเคราะห์ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของ Bitcoin โดยระบุว่าการทยอยขายเหรียญของบริษัท MicroStrategy หรือ MSTR เพื่อจ่ายเงินปันผลนั้น ไม่ใช่ภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดในระยะยาวอย่างที่หลายฝ่ายเคยวิตกกังวลในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ทว่าความเสี่ยงที่แท้จริงและน่ากลัวกว่านั้นกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ จากการที่ระบบการเงินดั้งเดิมพยายามแยกตัวออกไปสร้างระบบนิเวศของตัวเอง

ภัยคุกคามเชิงซ้อนที่ JPMorgan กล่าวถึงคือแนวโน้มที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่เลือกที่จะนำเทคโนโลยีบล็อกเชนไปประยุกต์ใช้ผ่านเครือข่ายส่วนตัวหรือเครือข่ายที่ต้องได้รับอนุญาต แทนที่จะหันมาพึ่งพาหรือใช้งานเครือข่ายสาธารณะที่เป็นอิสระอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum ปรากฏการณ์นี้กำลังทำให้เกิดระบบการเงินคู่ขนานที่ตัดขาดจากโลกคริปโตเคอร์เรนซีโดยสิ้นเชิง ซึ่งส่งผลให้เม็ดเงินมหาศาลจากสถาบันการเงินอาจไม่ได้ไหลเข้ามาขับเคลื่อนสินทรัพย์ดิจิทัลสาธารณะอย่างที่เคยคาดหวังกันไว้

นอกจากนี้ รายงานยังได้ชี้ให้เห็นมุมมองอีกด้านสำหรับผู้ที่กำลังตั้งตารอร่างกฎหมาย CLARITY Act โดยระบุว่าต่อให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบและมีผลบังคับใช้จริงในอนาคต มันก็อาจจะไม่ใช่ทางออกที่ช่วยเกื้อหนุนระบบบล็อกเชนสาธารณะเสมอไป ในทางกลับกัน ความชัดเจนทางกฎหมายที่เพิ่มขึ้นอาจกลายเป็นตัวเร่งให้ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ พากันเปิดตัวระบบเงินฝากในรูปแบบโทเคนของตัวเอง ซึ่งเครื่องมือทางการเงินของฝั่งสถาบันเหล่านี้จะเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดและเบียดขับเหรียญ Stablecoin สาธารณะให้ลดความสำคัญลงไป

ในแง่ของความเคลื่อนไหวในตลาดปัจจุบัน ราคาของ Bitcoin ขยับตัวขึ้นเล็กน้อย 1.3% มาเคลื่อนไหวแถวระดับ 62,600 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ Ethereum ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 1,730 ดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าแรงซื้อจากนักลงทุนรายย่อยจะยังคงสะท้อนมุมมองเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง แต่ทาง JPMorgan มองว่าทางรอดที่จะช่วยพยุงระบบบล็อกเชนสาธารณะให้เติบโตต่อไปได้ คือการพัฒนาโมเดลแบบผสมผสานที่เครือข่ายสาธารณะและเครือข่ายส่วนตัวสามารถทำงานร่วมกันได้ หรือไม่เช่นนั้น Bitcoin ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองในการทำหน้าที่เป็นทองคำดิจิทัลที่แยกตัวเป็นอิสระจากความเปลี่ยนแปลงของระบบการเงินโลกอย่างเด็ดขาด

ที่มา: yahoo


มุมมองส่วนตัวประเมินว่าคำเตือนของ JPMorgan สะท้อนภาพความเป็นจริงของโลกการเงินดั้งเดิมที่พยายามปกป้องอำนาจและผลประโยชน์ของตนเอง การที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่เลือกพัฒนาบล็อกเชนแบบปิดเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เนื่องจากพวกเขายังคงต้องการควบคุมสภาพคล่องและข้อมูลของลูกค้าให้อยู่ในมืออย่างเบ็ดเสร็จ หากร่างกฎหมายดังกล่าวเปิดทางให้ธนาคารพาณิชย์สามารถออกเงินฝากโทเคนได้อย่างถูกกฎหมาย มันก็อาจกลายเป็นเครื่องมือที่กลับมาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดของเหรียญ Stablecoin สาธารณะและลดบทบาทของเครือข่ายแบบเปิดลง

อย่างไรก็ตาม Bitcoin ได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะสินทรัพย์รักษามูลค่าที่แข็งแกร่งและอยู่นอกเหนือการควบคุมของระบบศูนย์กลางไปแล้ว ดังนั้นแม้ว่าสถาบันการเงินดั้งเดิมจะพยายามสร้างระบบนิเวศคู่ขนานขึ้นมาแยกต่างหาก แต่จุดเด่นของเครือข่ายสาธารณะที่ไร้ตัวกลางและเปิดกว้างก็จะยังคงเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนที่ต้องการความโปร่งใสและอิสรภาพทางการเงินอย่างแท้จริงต่อไปในระยะยาว