<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

ผู้จัดการ Omise กล่าวทำ ICO ไม่ใช่เรื่องง่าย แนะนำคนทำอย่าหยุดแค่ในตลาดไทย

ท่ามกลางกระแสการเปิดขาย Initial Coin Offering ( ICO) ที่ในปัจจุบันบริษัทสตาร์ทอัพหลายๆบริษัทต่างก็เล็งเห็นถึงศักยภาพในด้านการระดมทุนดังกล่าว เนื่องมาจากความเร็วในการระดมทุน ความยืดหยุ่นที่สามารขายให้กับใครก็ได้ทั่วโลก และยังไม่จำเป็นต้องมีโปรเจ็คแบบเป็นชิ้นเป็นอันก็สามารถเปิดระดมทุนได้นั้น ทำให้มีบริัทสตาร์ทอัพหลายๆบริษัทต่างก็กระโดดเข้ามาในตลาด cryptocurrency เพื่อหวังแจ้งเกิดบ้าง

ทว่าในปัจจุบันไม่ใช่ทุกๆธุรกิจสตาร์ทอัพที่จะสร้างเหรียญและเปิดระดมทุนนัน้จะประสบความสำเร็จเสมอไป เนื่องจากว่าความหลากหลายบริษัทด้าน ICO ที่มีนั้นทำให้นักลงทุนมีตัวเลือกมากขึ้น อีกทั้งยังมีปัญหาด้านมิจฉาชีพที่หากินโดยการหลอกว่าจะเปิดขาย ICO แต่ก็เชิดเงินนักลงทุนหนีในตอนหลัง โดยก่อนหน้านี้มีบริษัทที่เปิดขาย ICO เป็นจำนวนมาก แต่ก็ล้มเหลวเนื่องจากว่าไม่สามารถระดมทุนได้ตามเป้าหมาย

แต่ก็มีหนึ่งในบริษัทสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งก็คือบริษัทสัญชาติไทยที่ผู้ใช้งาน cryptocurrency นั้นมีความคุ้นเคยกันดี โดยพวกการเปิดระดมทุนผ่าน ICO ของพวกเขาเป็นไปด้วยความยาก และต้องใช้เวลานานในการเตรียมตัว

โดยอ้างอิงจาก นายวิศิษฏ์ ยินดีสิริวงศ์ หรือผู้จัดการบริษัท Omise แห่งประเทศไทยที่ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว TNN16 นั้น เขากล่าวว่า

“การที่เราจะเริ่มทำ ICO เองเราก็ไม่ได้ทำแบบข้ามวันข้ามคืนอยากจะคิดจะทำได้เลย มันมีการเตรียมงาน เตรียมพิจารณา เตรียมทีมปรึกษามากันเป็นแรมปีครับ อยากจะฝากไว้ว่าอย่ามองเรื่องของ ICO เป็นเรื่องของการที่จะเข้ามาในตลาดแล้วก็เพิ่มมูลค่าของบริษัทได้อย่างง่ายนะครับ”

โดยเขายังได้กล่าวเสริมว่า

“การที่จะเริ่มธุรกิจลักษณะเป็นสตาร์ทอัพนะครับ อยากให้มองเป็นลักษณะที่สามารถเติบโตได้ในนานาประเทศนะฮะ ไม่ใช่เฉพาะเริ่มในประเทศไทยและก็หยุดที่ประเทศไทยเท่านั้น เพราะว่าลักษณะการตอบโจทย์หรือการให้บริการเนี่ย มันก็สามารถที่จะสามารถขยายไปต่างประเทศได้แล้วก็ให้บริการในลักษณะคล้ายกันได้ครับ”

OmiseGO นั้นเป็นแบรนด์ที่แยกมาจาก Omise ที่ก่อนหน้านี้เคยเปิดระดมทุน ICO เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมาโดยการขายเหรียญ OMG เพื่อมาแบคโปรเจ็คในการทำให้เงินธรรมดาเงินดิจิตอลหรืออะไรก็ตามที่มีค่าสามารถแลกเปลี่ยนกันได้สะดวกขึ้นโดยไม่ต้องมีตัวกลาง ภายหลังพวกเขาสามารถระดมทุนไปได้ทั้งหมด 25 ล้านดอลลาร์

หลังจากที่มูลค่าตลาดรวมของเหรียญ OMG แตะ 1 พันล้านดอลลาร์จนได้เป็น unicorn ตัวแรกของ Ethereum นั้น พวกเขาก็ได้ขึ้นรับรางวัล Digital Startup of The Year จากนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในงาน Digital Thailand Big Bang 2017 ที่ผ่านมาไม่นานอีกด้วย

ICO นอกนอกประเทศจะเข้ามาหาตลาดในไทยมากขึ้น

ในวีดีโอการสัมภาษณ์ของ TNN16 ยังได้มีการเข้าไปพูดคุยกับคุณปรมินทร์ อินโสม หรือเจ้าของเหรียญดิจิตอลอีหนึ่งตัว Zcoin และเว็บซื้อขายเหรียญคิรปโตทั้งสอง Satang และ TDAX โดยเขาได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเปิดขาย ICO ที่อยู่นอกประเทศไทย ที่อาจจะเข้ามาเปิดตลาดขายในประเทศไทย เนื่องจากท่าทีของ ก.ล.ต. ที่ก่อนหน้านี้เคยออกมากล่าวว่าโมเดลดังกล่าวช่วยตอบโจทย์การระดมทุนให้ธุรกิจ

“คือ ก.ล.ต. เองนะครับไม่ได้เหมือนกับว่า ไม่ได้ปิดกั้นในเรื่องของการทำ ICO ตรงนั้นนะครับ ซึ่งตรงนี้นะครับเรามองว่าคือต่อไปก็จะมีทั้งสตาร์ทอัพและก็ company หรือบริษัทต่างๆ ซึ่งอยู่ในไทยนะคับทำ ICO แล้วก็ตัว token ที่เกิดจากการทำ ICO เนี่ยนะครับ ก็ต้องหาตลาดที่เป็น secondary market เพื่อมาทำการเทรด ซึ่งตัว TDAX ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในนั้น”

กล่าวโดยคุณปรมินทร์

เว็บ TDAX นั้นถือเป็นเว็บกระดานตลาดแลกเปลี่ยนเหรียญ cryptocurrency เว็บแรกของไทยที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยคนไทย ซึ่งก่อนหน้านี้คนที่อาศัยอยู่ในไทยมีตัวเลือกแค่เว็บเดียวซึ่งก็คือ Bx

แม้ว่าในปัจจุบันจะเปิดให้บริการเทรดแค่สองคู่ คือ BTC/THB และ ETH/THB แต่พวกเขาก็มีแผนการที่จะลิสเหรียญ altcoin ยอดนิยมอื่นๆเข้ามาในตลาดในอนาคตอย่างเช่น OMG และ Zcoin อีกด้วย

ประเทศไทยจะได้เป็นศูนย์กลางด้าน ICO?

หากดูจากท่าทีของผู้ออกกฎหมายในไทยทั้งของ ก.ล.ต. และของแบงก์ชาติที่ก่อนหน้านี้เคยออกมาประกาศว่ากำลังศึกษา Bitcoinอยู่นั้น บางทีเรื่องพวกนี้อาจจะไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวของคนไทยอีกต่อไป

ปัจจุบันตลาดเหรียญ cryptocurrency ในประเทศไทยนั้นเริ่มที่จะมีขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยหากดูจากโวลลุ่มการซื้อขายบนเว็บ Bx ที่มีการแลกเปลี่ยน Bitcoin ต่อวัน อยู่ที่ 375.45 BTC หรือประมาณ 49 ล้านบาท และเหรียญอันดับสองของโลก Ethereum อยู่ที่ 1,405.1 ETH หรือราวๆ 13 ล้านบาท ซึ่งนี่ยังไม่รวมเหรียญอื่นๆ และตลาดแลกเปลี่ยนอื่นๆในประเทศนั้น มันอาจจะช่วยบ่งชี้ได้ว่าตลาด cryptocurrency ในไทยนั้นกำลังเติบโตอย่างช้าๆ และมั่นคง หากเทียบกับเมื่อของ 2-3 ปีที่แล้ว

ซึ่งหากลักษณะดังกล่าวนี้ยังเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคต เราอาจจะได้เห็น ICO ฝีมือคนไทยที่สามารถเปิดระดมทุนจากนักลงทุนทั่วโลกจนประสบความสำเร็จก็อาจจะเป็นได้

Read previous post:

ธนาคารในประเ...

Close