<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>
bitkub-2022-769x90
bitkub-2022-300x250

ผู้จัดการ Omise กล่าวทำ ICO ไม่ใช่เรื่องง่าย แนะนำคนทำอย่าหยุดแค่ในตลาดไทย

bitkub-2022-769x90
bitkub-2022-300x250
ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ท่ามกลางกระแสการเปิดขาย Initial Coin Offering ( ICO) ที่ในปัจจุบันบริษัทสตาร์ทอัพหลายๆบริษัทต่างก็เล็งเห็นถึงศักยภาพในด้านการระดมทุนดังกล่าว เนื่องมาจากความเร็วในการระดมทุน ความยืดหยุ่นที่สามารขายให้กับใครก็ได้ทั่วโลก และยังไม่จำเป็นต้องมีโปรเจ็คแบบเป็นชิ้นเป็นอันก็สามารถเปิดระดมทุนได้นั้น ทำให้มีบริัทสตาร์ทอัพหลายๆบริษัทต่างก็กระโดดเข้ามาในตลาด cryptocurrency เพื่อหวังแจ้งเกิดบ้าง

ทว่าในปัจจุบันไม่ใช่ทุกๆธุรกิจสตาร์ทอัพที่จะสร้างเหรียญและเปิดระดมทุนนัน้จะประสบความสำเร็จเสมอไป เนื่องจากว่าความหลากหลายบริษัทด้าน ICO ที่มีนั้นทำให้นักลงทุนมีตัวเลือกมากขึ้น อีกทั้งยังมีปัญหาด้านมิจฉาชีพที่หากินโดยการหลอกว่าจะเปิดขาย ICO แต่ก็เชิดเงินนักลงทุนหนีในตอนหลัง โดยก่อนหน้านี้มีบริษัทที่เปิดขาย ICO เป็นจำนวนมาก แต่ก็ล้มเหลวเนื่องจากว่าไม่สามารถระดมทุนได้ตามเป้าหมาย

แต่ก็มีหนึ่งในบริษัทสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งก็คือบริษัทสัญชาติไทยที่ผู้ใช้งาน cryptocurrency นั้นมีความคุ้นเคยกันดี โดยพวกการเปิดระดมทุนผ่าน ICO ของพวกเขาเป็นไปด้วยความยาก และต้องใช้เวลานานในการเตรียมตัว

bitazza-may-300x250
bitazza-may-768x90

โดยอ้างอิงจาก นายวิศิษฏ์ ยินดีสิริวงศ์ หรือผู้จัดการบริษัท Omise แห่งประเทศไทยที่ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว TNN16 นั้น เขากล่าวว่า

“การที่เราจะเริ่มทำ ICO เองเราก็ไม่ได้ทำแบบข้ามวันข้ามคืนอยากจะคิดจะทำได้เลย มันมีการเตรียมงาน เตรียมพิจารณา เตรียมทีมปรึกษามากันเป็นแรมปีครับ อยากจะฝากไว้ว่าอย่ามองเรื่องของ ICO เป็นเรื่องของการที่จะเข้ามาในตลาดแล้วก็เพิ่มมูลค่าของบริษัทได้อย่างง่ายนะครับ”

โดยเขายังได้กล่าวเสริมว่า

“การที่จะเริ่มธุรกิจลักษณะเป็นสตาร์ทอัพนะครับ อยากให้มองเป็นลักษณะที่สามารถเติบโตได้ในนานาประเทศนะฮะ ไม่ใช่เฉพาะเริ่มในประเทศไทยและก็หยุดที่ประเทศไทยเท่านั้น เพราะว่าลักษณะการตอบโจทย์หรือการให้บริการเนี่ย มันก็สามารถที่จะสามารถขยายไปต่างประเทศได้แล้วก็ให้บริการในลักษณะคล้ายกันได้ครับ”

OmiseGO นั้นเป็นแบรนด์ที่แยกมาจาก Omise ที่ก่อนหน้านี้เคยเปิดระดมทุน ICO เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมาโดยการขายเหรียญ OMG เพื่อมาแบคโปรเจ็คในการทำให้เงินธรรมดาเงินดิจิตอลหรืออะไรก็ตามที่มีค่าสามารถแลกเปลี่ยนกันได้สะดวกขึ้นโดยไม่ต้องมีตัวกลาง ภายหลังพวกเขาสามารถระดมทุนไปได้ทั้งหมด 25 ล้านดอลลาร์

หลังจากที่มูลค่าตลาดรวมของเหรียญ OMG แตะ 1 พันล้านดอลลาร์จนได้เป็น unicorn ตัวแรกของ Ethereum นั้น พวกเขาก็ได้ขึ้นรับรางวัล Digital Startup of The Year จากนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในงาน Digital Thailand Big Bang 2017 ที่ผ่านมาไม่นานอีกด้วย

[rsnippet id=”1″ name=”AdSense In-article ad 1″]

ICO นอกนอกประเทศจะเข้ามาหาตลาดในไทยมากขึ้น

ในวีดีโอการสัมภาษณ์ของ TNN16 ยังได้มีการเข้าไปพูดคุยกับคุณปรมินทร์ อินโสม หรือเจ้าของเหรียญดิจิตอลอีหนึ่งตัว Zcoin และเว็บซื้อขายเหรียญคิรปโตทั้งสอง Satang และ TDAX โดยเขาได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเปิดขาย ICO ที่อยู่นอกประเทศไทย ที่อาจจะเข้ามาเปิดตลาดขายในประเทศไทย เนื่องจากท่าทีของ ก.ล.ต. ที่ก่อนหน้านี้เคยออกมากล่าวว่าโมเดลดังกล่าวช่วยตอบโจทย์การระดมทุนให้ธุรกิจ

“คือ ก.ล.ต. เองนะครับไม่ได้เหมือนกับว่า ไม่ได้ปิดกั้นในเรื่องของการทำ ICO ตรงนั้นนะครับ ซึ่งตรงนี้นะครับเรามองว่าคือต่อไปก็จะมีทั้งสตาร์ทอัพและก็ company หรือบริษัทต่างๆ ซึ่งอยู่ในไทยนะคับทำ ICO แล้วก็ตัว token ที่เกิดจากการทำ ICO เนี่ยนะครับ ก็ต้องหาตลาดที่เป็น secondary market เพื่อมาทำการเทรด ซึ่งตัว TDAX ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในนั้น”

กล่าวโดยคุณปรมินทร์

เว็บ TDAX นั้นถือเป็นเว็บกระดานตลาดแลกเปลี่ยนเหรียญ cryptocurrency เว็บแรกของไทยที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยคนไทย ซึ่งก่อนหน้านี้คนที่อาศัยอยู่ในไทยมีตัวเลือกแค่เว็บเดียวซึ่งก็คือ Bx

แม้ว่าในปัจจุบันจะเปิดให้บริการเทรดแค่สองคู่ คือ BTC/THB และ ETH/THB แต่พวกเขาก็มีแผนการที่จะลิสเหรียญ altcoin ยอดนิยมอื่นๆเข้ามาในตลาดในอนาคตอย่างเช่น OMG และ Zcoin อีกด้วย

ประเทศไทยจะได้เป็นศูนย์กลางด้าน ICO?

หากดูจากท่าทีของผู้ออกกฎหมายในไทยทั้งของ ก.ล.ต. และของแบงก์ชาติที่ก่อนหน้านี้เคยออกมาประกาศว่ากำลังศึกษา Bitcoinอยู่นั้น บางทีเรื่องพวกนี้อาจจะไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวของคนไทยอีกต่อไป

ปัจจุบันตลาดเหรียญ cryptocurrency ในประเทศไทยนั้นเริ่มที่จะมีขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยหากดูจากโวลลุ่มการซื้อขายบนเว็บ Bx ที่มีการแลกเปลี่ยน Bitcoin ต่อวัน อยู่ที่ 375.45 BTC หรือประมาณ 49 ล้านบาท และเหรียญอันดับสองของโลก Ethereum อยู่ที่ 1,405.1 ETH หรือราวๆ 13 ล้านบาท ซึ่งนี่ยังไม่รวมเหรียญอื่นๆ และตลาดแลกเปลี่ยนอื่นๆในประเทศนั้น มันอาจจะช่วยบ่งชี้ได้ว่าตลาด cryptocurrency ในไทยนั้นกำลังเติบโตอย่างช้าๆ และมั่นคง หากเทียบกับเมื่อของ 2-3 ปีที่แล้ว

ซึ่งหากลักษณะดังกล่าวนี้ยังเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคต เราอาจจะได้เห็น ICO ฝีมือคนไทยที่สามารถเปิดระดมทุนจากนักลงทุนทั่วโลกจนประสบความสำเร็จก็อาจจะเป็นได้

กดคลิกเพื่อแสดงความเห็น