bitkub-banner

3 ปัจจัยสำคัญที่บ่งบอกว่าช่วงขาขึ้นของราคา Bitcoin ในปี 2021 จะแตกต่างไปจากปี 2017 โดยสิ้นเชิง

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00

หลังจากการรอคอยมาอย่างยาวนานในที่สุดราคา Bitcoin ก็กลับมาที่จุดเดิมของเมื่อ 3 ปีที่แล้วอีกครั้ง โดยย้อนกลับไปในปี 2017 ราคา Bitcoin (BTC) นั้นได้พุ่งแตะสูงสุดตลอดกาลที่ใกล้กับระดับ $ 19,900 และเหรียญ Altcoins ส่วนใหญ่ก็มีกำไรเพิ่มกว่า 200% หรืออาจสูงกว่านั้น

ราคาเริ่มพุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งถึงปัจจุบันและในขณะที่เขียนรายงานอยู่นี้ราคา Bitcoin มีการซื้อขายกันอยู่ที่ใกล้ระดับ 19,400 ดอลลาร์ ซึ่งนั่นก็แทบจะใกล้เคียงกับราคา Bitcoin เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2017  

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าปัจจัยพื้นฐานที่ผลักดันให้ราคาพุ่งสูงขึ้นในปีนี้ จะแตกต่างไปจากปี 2017 โดยสิ้นเชิง

ในวันนี้มีการเสนอขายสัญญาคริปโตฟิวเจอร์สที่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดผ่านการเปิดตัวสัญญา CME Future และ CBOE รวมถึงการหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนสถาบัน ซึ่งนี่ส่งผลให้ Bitcoin มีความต้องการอย่างไม่สิ้นสุด

แพลตฟอร์มใหม่ที่มีมูลค่าตลาดหลายพันล้านดอลลาร์อย่าง Decentralized Finance (DeFi) ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นเช่นกัน โดยพวกมันได้สนับสนุนระบบการให้กู้ยืม, Synthetic swaps และการสร้างผลตอบแทนจากการขุดสภาพคล่องสำหรับนักลงทุนกลุ่มใหม่

ในปีนี้มีข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายเกี่ยวกับกับการจัดอันดับราคาและมูลค่าตลาดโดยรวม ซึ่งสิ่งนี้สามารถช่วยให้นักลงทุนเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นว่าตลาดในปัจจุบันนั้นแตกต่างจากตลาดในปี 2017 อย่างไร

มีอะไรเปลี่ยนไปบ้างนับตั้งแต่ปี 2017 ?

การจัดอันดับเหรียญคริปโต 4 อันดับแรกยังคงเหมือนเดิมเมื่อมูลค่าตลาดโดยรวมของ Ethereum (ETH) และมูลค่าตลาดของ XRP นั้นใกล้เคียงกันอยู่ที่ 69 พันล้านดอลลาร์และ 28 พันล้านดอลลาร์ตามลำดับ การเคลื่อนไหวนี้ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ามูลค่าของทั้งสองสกุลเงินดิจิทัลจะร่วงลดลงกว่า 15% นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2017

วอลุ่มการออกเหรียญใหม่ของ Ethereum ยังได้เพิ่มขึ้นจาก 96.4 ล้านไปเป็น 113.7 ล้านเหรียญเช่นเดียวกัน โดยมีอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 17.9% ในช่วงตลอดสามปีที่ผ่านมา ในขณะที่ Bitcoin มีการหมุนเวียนเหรียญทั้งหมดเพิ่มขึ้นประมาณ 10.8% ในช่วงเวลาเดียวกัน

นอกเหนือจาก Bitcoin, Ethereum และ XRP แล้ว เหรียญคริปโตตัวอื่น ๆ ใน 20 อันดับแรกก็มีมูลค่าที่ร่วงลดลงเช่นเดียวกัน โดย IOTA มีมูลค่าลดลงกว่า 91%, Bitcoin Cash (BCH) 84%, Litecoin (LTC) 73% และ Cardano (ADA) ร่วงลดลง 70%

เป็นที่น่าสังเกตว่าเหรียญคริปโต 15 อันดับแรกในปัจจุบันมีเหรียญคริปโตหน้าใหม่เพียงแค่ 3 เหรียญเท่านั้นคือ Chainlink (LINK), Polkadot (DOT) และ Binance Coin (BNB)

ในทางกลับกันคู่แข่งของ Ethereum อย่างเช่น Cardano, EOS, NEO, Ethereum Classic (ETC) และ QTUM ดูเหมือนจะพ่ายแพ้ ในช่วงปีที่ผ่านมา โดยพวกมันถูกแทนที่ด้วยโทเค็นที่สามารถทำงานร่วมกันได้เช่น Chainlink และ Polkadot

เหรียญคริปโตชั้นนำ 3 อันดับแรกคือ BTC, ETH และ XRP ปัจจุบันมีส่วนแบ่งมูลค่าการตลาดอยู่ที่ 448 พันล้านดอลลาร์ซึ่งเพิ่มขึ้น 7% ในช่วงตลอดสามปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันเหรียญคริปโตตัวอื่น ๆ ที่เหลืออีก 21 รายการ ปัจจุบันมีส่วนแบ่งมูลตลาดอยู่ที่ 77 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งลดลงกว่า 41% จากปี 2017

นักลงทุนสถาบันจะส่งผลกระทบต่อราคาในอนาคต

ดังที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่า สัญญาซื้อขายฟิวเจอร์สของ CBOE และ CME นั้นไม่ได้มีอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม 2017 ดังนั้นสิ่งนี้สามารถบ่งบอกได้ว่าการลงทุนใน Bitcoin นั้นมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก

แม้แต่นาย Larry Fink ซีอีโอของ BlackRock ก็ดูเหมือนว่าจะมอง Bitcoin ในแง่บวกมากขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเขากล่าวว่า Bitcoin นั้นมีโอกาสพัฒนาไปเป็นสินทรัพย์ของตลาดโลกได้ในอนาคต

สัญญาฟิวเจอร์ของ Bitcoin และ Ethereum ก็มีส่วนทำให้นักลงทุนมืออาชีพได้เปรียบในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น โดยความคิดเห็นล่าสุดที่มาจากนาง Heath Tarbert ประธานหน่วยงานกำกับดูแล CFTC ของสหรัฐอเมริกาเผยว่า สัญญาฟิวเจอร์สที่มีการควบคุมโดย ETH นั้นเริ่มใกล้ความจริงเข้ามาอีกขั้น

นอกเหนือจากส่วนแบ่งตลาดฟิวเจอร์สที่เพิ่มขึ้นแล้ว ดูเหมือนว่าการก้าวเข้ามาของกองทุน Grayscale Investment ยังจะเป็นตัวเร่งปฏิกริยาที่สำคัญให้กับราคาของ Bitcoin และ Ethereum เช่นกัน

ปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบช่วงขาขึ้นครั้งต่อไป

การพยายามทำนายการเปลี่ยนแปลงของตลาดครั้งใหญ่นั้นอาจเป็นกลยุทธ์ที่น่ากลัวและมันมักจะไม่ได้ผล อย่างไรก็ตามเราสามารถสรุปปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบช่วงขาขึ้นครั้งต่อไปได้จากการเปรียบเทียบดังต่อไปนี้

ยกตัวอย่างเช่นการเล่าเรื่องของ Bitcoin และ Ethereum นั้นได้รับความนิยมอย่างไม่น่าเชื่อในปี 2017 และ 2018 เมื่อเครือข่ายบล็อกเชนของคู่แข่งได้รับการคาดการณ์ว่า มันมีศักยภาพมากพอที่จะแซงหน้าเหรียญคริปโตเบอร์หนึ่งของโลกได้ เนื่องจากการทำธุรกรรมที่เร็วขึ้น, ค่าธรรมเนียมที่ถูกลงและการปรับขนาดที่มากขึ้นหรือ ‘กรณีการใช้งานในโลกแห่งความจริง’ ที่มีความหลากหลายมากกว่า

แต่อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่นักลงทุนคริปโตควรระวังไว้เลยก็คือการ Hard Forks และ Codebase Clones โดยเมื่อย้อนกลับไปในปี 2017 Bitcoin Cash (BCH), Bitcoin Gold ( BTG ), Ethereum Classic (ETC) และ DASH นั้นล้วนแต่เป็นโปรเจคที่แยกตัวออกมาจาก Bitcoin ทั้งสิ้น ซึ่งในช่วงแรกดูเหมือนว่าพวกมันจะมีอนาคตที่สดใส แต่หากลองทบทวนผลตอบแทนและส่วนแบ่งตลาดของมันแล้ว เราจะได้เห็นว่าความสำเร็จของพวกมันเป็นเพียงแค่ช่วงสั้น ๆ เท่านั้น 

อุปทานของเหรียญทั้งหมดและอัตราการออกเหรียญใหม่นั้นอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของราคาได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นเหรียญ XRP, Chainlink (LINK), Polkadot (DOT), Stellar (XLM), Tron (TRX) และ Tezos (XTZ)

แม้ว่าเหรียญคริปโตเหล่านี้จะมีกรณีการใช้งานในโลกแห่งความเป็นจริงที่มีความน่าเชื่อถือมากมายและได้เป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง แต่อุปทานของเหรียญที่มีอยู่อย่างมหาศาลของพวกมัน อาจทำให้การขยับตัวของราคานั้นเป็นไปได้ยาก

ดังนั้นจากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น เราควรพิจารณาการลงทุนในโปรเจคเหรียญคริปโตที่มีความสอดคล้องกับเรื่องของอุปทานเหรียญที่มีไม่มากจนเกินไป และมีกรณีการใช้งานจริง รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมจากนักลงทุนในปัจจุบัน เช่น เว็บเทรดแบบ Decentralize ,Oracle และการกู้ยืม เป็นต้น