<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>
bitkub-2022-769x90
bitkub-2022-300x250

Kraken อีกหนึ่งบริษัท Crypto ที่เข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ตามนโยบาย EU

bitkub-2022-769x90
bitkub-2022-300x250
ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

Kraken เป็นอีกหนึ่งบริษัทเว็บเทรด Crypto ที่ถอนตัวออกจากรัสเซีย หลังจากการที่สหภาพยุโรปเพิ่มระดับความเข้มงวดในการคว่ำบาตรรัสเซีย

Kraken บริษัทให้บริการเว็บเทรด Crypto ชื่อดังยืนยันว่า ทางบริษัทได้ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรใหม่ของสหภาพยุโรปที่มีต่อรัสเซีย

“Kraken ปฏิบัติตามข้อกฎหมายและข้อบังคับในเขตอำนาจศาลที่เรากำลังดำเนินกิจการอยู่” โฆษกจาก Kraken กล่าวทางอีเมล์ว่า “ตั้งแต่สหภาพยุโรปได้ออกประกาศมา พวกเราก็ได้เริ่มดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียล่าสุด”

bitazza-may-300x250
bitazza-may-768x90

โฆษกจาก Kraken ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดต่อความสงสัยที่ว่า ชาวรัสเซียผู้ใช้แพลตฟอร์ม Kraken จะถูกแบนออกจากแพลตฟอร์มเลยหรือไม่

ประกาศจาก Kraken ถูกประกาศออกมา หลังจากที่สหภาพยุโรปได้ออกมาตรการใหม่ต่อการคว่ำบาตรรัสเซีย โดยมุ่งไปที่การลงโทษรัสเซียจากการกระทำรุนแรงต่อยูเครนเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม

มาตรการคว่ำบาตรล่าสุดนี้บีบให้เว็บเทรดทำการแบนการทำธุรกรรมใดก็ตามระหว่างประเทศในสหภาพยุโรปและรัสเซีย แม้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของสหภาพยุโรปที่ผ่านมา จะมีการจำกัดการทำธุรกรรมกับรัสเซียเอาไว้ที่ไม่เกิน 10,000 ยูโรแล้วก็ตาม

การแบนดังกล่าวมาในรูปแบบของการที่บริษัทให้บริการด้าน Crypto ปฏิเสธการเข้าถึงแพลตฟอร์มของชาวรัสเซีย เช่นเดียวกับที่ Blockchain.com, Crypto.com และ Local Bitcoins ที่ได้ประกาศปิดกั้นการเข้าถึงของผู้ใช้เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ตามข่าวแถลงการณ์ของ Kraken เมื่อช่วงต้นปี ระบุว่า เว็บเทรดจะยังคงเปิดให้บริการแก่ชาวรัสเซีย โดยกล่าวว่าการแบนนั้นเป็นการ “ไม่ยุติธรรม” ต่อชาวรัสเซียส่วนมากที่ต่อต้านสงครามในยูเครน

ในเดือนมีนาคม Jesse Powell อดีต CEO ของ Kraken ได้กล่าวกับสำนักข่าว CNBC ว่า การปฏิเสธไม่ให้ผู้ใช้บริการชาวรัสเซียเข้าถึงบัญชีของพวกเขานั้น “ค่อนข้างรุนแรงเกินไป” ซึ่ง “ไปไกลกว่าการยกเลิกการเข้าถึงบริการสตรีมเพลงหรือแอปพลิเคชันแชร์ภาพ”

ปัจจุบัน Kraken เป็นผู้ให้บริการเว็บเทรด Crypto ที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก จากการจัดอันดับโดย CoinGecko โดยมีวอลลุ่มเทรดอยู่ที่ 356 ล้านดอลลาร์ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ที่มา: Decrypt