<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

คริปโตเคอร์เรนซี และ โทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

bitkub-2022-769x90

ผู้ก่อตั้ง Ethereum ชี้ Layer 3 จะเข้ามามี “บทบาทสำคัญ” เมื่อระบบนิเวศ Layer 2 เริ่มเติบโต 

bitkub-2022-768x90

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ปกติแล้ว เครือข่ายบล็อคเชนมักจะถูกเรียกว่าโซลูชัน Layer-1 หรือ Layer-2 ในส่วนของ Layer-1 เป็นเลเยอร์พื้นฐานของระบบนิเวศ เช่น Ethereum, Cardano หรือ Solana ส่วนโซลูชัน Layer-2 นั้นจะเป็นเครือข่ายภายนอกที่ถูกยึดติดกับบล็อคเชนของ Layer-1  เพิ่มช่วยเพิ่มความสามารถในการปรับขนาด

Vitalik Buterin ผู้ก่อตั้ง Ethereum เขียนในบล็อกโพสต์เมื่อวันที่ 17 กันยายน ที่ผ่านมาว่า ในส่วนของ Layer-3 มีโอกาสเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ถึงกระนั้นมันจะยังไม่สามารถที่จะซ้อนทับบนเครือข่าย Layer-2 เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการปรับขนาดให้มากขึ้นได้  

Buterin เขียนระบุว่า มีความท้าทายหลายประการในการซ้อนทับ Layer ที่ออกแบบมาคล้ายกันแล้วเอามาซ้อนทับกัน ยกตัวอย่างเช่น การจำกัดความพร้อมใช้งานของข้อมูลและการพึ่งพา (bandwidth) สำหรับการถอนแบบเร่งด่วนบน Layer-1 ที่อาจขัดขวางการซ้อนทับกันของ Layer ทั้งสองชั้นได้

bitazza-may-768x90

Buterin กล่าวว่า การ rollup ที่ส่วนด้านบนของการ rollup ไม่สามารถที่จะให้ความสามารถในการปรับขนาด ได้ดีไปกว่าโซลูชันของ Layer-2 Rollups ที่ทำการบีบอัดจำนวนข้อมูลที่ทำธุรกรรมและบันทึกเก็บไว้ในบล็อคเชน Layer-1 เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถเข้าถึงและตรวจสอบธุรกรรมได้

ในกรณีของการโอนเหรียญอย่างง่ายผ่าน ZK-SNARK ที่เก็บรักษาข้อมูลแบบเป็นส่วนตัว ข้อมูลธุรกรรมจะลดลงจาก 100 เป็น 16 ไบต์ ต่อธุรกรรม โดยข้อมูลธุรกรรมจะถูกบีบอัดจาก 600 ไบต์เป็น 80 ไบต์ Buterin กล่าว

อย่างไรก็ตาม Buterin กล่าวเสริมว่า ข้อมูลสามารถบีบอัดได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เพราะหากสามารถบีบอัดเพิ่มเติมได้ ลอจิกของคอมเพรสเซอร์ตัวที่ 2 จะอาจถูกรวมเข้ากับคอมเพรสเซอร์ตัวแรก นี่คือเหตุผลที่การ rollup ที่ด้านบนของการ rollup จะไม่สามารถ “ให้ความสามารถในการปรับขนาดได้” เขาเขียนอธิบาย

กรณีการใช้งานของ Layer-3

StarkWare ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ StarkNet และเป็น ZK-rollup ที่ทำหน้าที่เป็นโซลูชันการปรับขนาด Layer-2  ของเครือข่าย Ethereum ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกัน 3 อย่างเกี่ยวกับวิธีการใช้งาน Layer-3 ดังต่อไปนี้

1. สามารถใช้ Layer-3 สำหรับฟังก์ชันที่กำหนดเองได้ เช่น ความเป็นส่วนตัว ในส่วนของ Layer-2 จะให้ความสามารถในการปรับขนาดให้กับแอปพลิเคชัน และ Layer-3 จะให้บริการฟังก์ชันการทำงานที่กำหนดได้เอง ซึ่งจำเป็นสำหรับกรณีการใช้งานที่แตกต่างกัน

2. สามารถใช้ Layer-2 เสนอการปรับขนาดตามวัตถุประสงค์ทั่วไป และ Layer-3 ให้การปรับขนาดแบบกำหนดเองผ่านแอปพลิเคชันแบบพิเศษ Layer-3 จะคำนวณข้อมูลด้วยวิธีการอื่นที่นอกเหนือจาก EVM หรือ rollup ซึ่งเป็นการบีบอัดข้อมูลได้รับการปรับให้เหมาะสมตามรูปแบบข้อมูลเฉพาะ

3. Layer-3 สามารถให้การปรับขนาดที่ไม่ค่อยน่าเชื่อถือผ่าน Validium ซึ่งใช้ SNARK เพื่อตรวจสอบการคำนวณ ความพร้อมใช้งานของข้อมูล ในที่นี่คือความรับผิดชอบของบุคคลที่สามที่เชื่อถือได้ Buterin กล่าวว่า แม้ Validiums จะนำเสนอระดับความปลอดภัยที่ต่ำกว่า rollup แต่ความเสี่ยงก็ “อยู่ระดับต่ำ” และมีต้นทุนค่าธรรมเนียมที่ “ถูกกว่ามาก”

Buterin กล่าวต่อไปอีกว่า Layer-3 นั้นสามารถแก้ไขเวลาคอนเฟิร์มธุรกรรมเทียบเท่าการแลกเปลี่ยนแบบที่มีต้นทุนคงที่ของ rollup อย่างไรก็๖ามแม้ว่าการทำธุรกรรมจะมีต้นทุนค่าธรรมเนียมจะมีราคาถูก แต่โรลอัพต้องจ่ายต้นทุนคงที่สูงทุกครั้งที่ส่งชุดธุรกรรมไปยัง Layer-1 ในส่วนของ optimistic rollups นั้นการทำงานบน Layer-1 ต้นทุนค่าธรรมเนียมคงที่อาจสูงถึง 21,000 gas ต่อแบทช์ ในขณะที่สำหรับ ZKrollup ค่าใช้จ่ายสามารถสูงถึง 400,000 ก๊าซต่อแบทช์ 

ถ้า rollup รอนานขึ้นเพื่อส่งธุรกรรมเพิ่มเติมในชุดงานเดียวกันเพื่อลดต้นทุน ช่วงเวลาของชุดงานก็จะเพิ่มขึ้น นั้นหมายความว่าผู้ใช้ต้องคอนเฟิร์มธุรกรรมรอนานมากขึ้น จึงจะได้รับการยืนยันธุรกรรมของตน

ด้าน ZKrollup ที่มีพลังการประมวลผล 5tps เพื่อส่งชุดธุรกรรมในทุก ๆ บล็อก (ทุกๆ 12 วินาที) ค้นทุนค่าก๊าซต่อธุรกรรมจะสูงถึง 10,368 ก๊าซ อย่างไรก็ตาม หากช่วงแบตช์เพิ่มขึ้นเป็น 1 นาที ก๊าซต่อธุรกรรมจะลดลงเหลือ 2,368 ก๊าซ

ในกรณีของ ZK rollup ที่ซ้อนทับใน ZK rollup ต้นทุนก๊าซต่อธุรกรรมจะลดลงเหลือ 501 ก๊าซ  โดยมีช่วงแบตช์อยู่ที่ 12 วินาที ดังนั้น Layer-3 สามารถช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องของเวลาที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนและต้นทุนสำหรับการ rollup

นอกจากนั้นแล้ว Buterin ยังกล่าวด้วยว่า การซ้อนทัโซลูชันของการปรับขนาดแบบเดียวกันนั้น “ไม่สามารถทำงานออกมาดีได้” ซึ่งนี่เป็นสาเหตุที่การ rollup ที่ด้านบนของโมเดลการ rollup มันไม่สมเหตุสมผล อย่างไรก็ตาม เขาให้เหตุผลว่าเครือข่าย Layer 3 ควรกำหนดวัตถุประสงค์และหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป

ตามคำจำกัดความของ Buterin นั้น Optimistic rollups และ ZK rollup คือ Layer-2  แต่ validium, proof aggregations schemes ,on-chain privacy systems และ Solidity อยู่นอกเหนือคำจำกัดความ แม้ว่าบางอันสามารถเรียกว่า Layer-3 ได้ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่เขาเขียนอธิบาย

สุดท้ายนี้ Buterin กล่าวเสริมว่า “Layer-3 ส่วนใหญ่ยังคงเป็นเพียงแค่ทฤษฎี” แต่เมื่อระบบนิเวศการปรับขนาด Layer-2 เติบโตขึ้น Buterin คาดหวังมากขึ้นว่าโครงสร้างของ Layer-3 ที่ยุ่งยากซับซ้อน จะเริ่มเรียบง่ายเพื่อที่จะเข้ามามีบทบาทที่สำคัญ

ที่มา : cryptoslate

miningpro-may-768x90